TensaiYukatzu's profileYuka~TzuPhotosBlogListsMore Tools Help

Yuka~Tzu

Of all the beauty, friendship is the most beautiful...

Yuka C.

Occupation
There are no music lists on this space.

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo 1 of 8
August 30

เมื่อเรากลายเป็นคนไข้ซะเอง...

หลังจากเปิดเรียนไปได้ 2 วัน

ไพลินก็มีอันไข้ขึ้นสูงปรี๊ด

ตอนแรกก็จะนอนอยู่บ้าน กินพาราเด๋วก็หาย

แม่เห็นท่าไม่ดี จับส่งรพ.ดีกว่า

แล้วก็ได้เรื่อง โดนจับ Admit โดยทั่นอาจารย์ ชนินทร์

สรุปก็นอนหมดแรง ไปไหนไม่ได้ 7 วันเต็มๆ

ไข้ขึ้นทีนี่ สุดยอดทรมานเลยอ่ะ

หนาวแบบ ผ้าห่มสามผืน บวกเสื้อหนาวก็ยังไม่พออ่ะ

แต่ที่สุดๆแล้วก็ตอนที่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วอ่ะ ทุก 8 ชม.

โหย...มันไม่เหมือนกะ ปากกา DTX บนอัษฏางค์นะพี่ท่าน

เจาะจึ้ก เจาะจึ้ก แสนสบาย

ปากกาที่วอร์ดผะอบที่เราอยู่เนี่ย ประมาณว่า ไม่ได้เจาะมากี่ปีแล้วก็ไม่รุ

ปากกาก็รุ่นเก่ากึ๊ก แท่งใหญ่มาก

เวลาพี่พยาบาลลองกดดู เสียงสปริงมันจะดัง "ผึงงงง!!"

ตอนโดนเจาะครั้งแรกแบบ ย๊ากกกกกกส์!!

ต้องร้องเพลงของดังเลยอ่ะ ว่า เจ็บ มาก มาก

ตอนหลังพยายามเอาที่คุณแม่สิริสอนเข้าข่ม

ตั้งสมาธิไว้ ความเจ็บมันเป็นเพียงสิ่งที่มากระทบใจ

ยื่นนิ้วอันสั่นเทาไปให้พี่พยาบาล

ยุบหนอ...พองหนอ...ยุบหนอ...พองหนอ...จ๊ากกกกกกกส์!!

ไม่ช่วยเลย เจ็บกว่าเดิมอีกง่ะ ตอนนั้นอยากร้องไห้มากๆอ่ะ

ตอนหลังยอม ขอร้องให้พี่พยาบาลใช้ Lancet แทน แรงคนคงไม่เท่าแรงสปริงยักษ์บ้านั่น

พี่พยาบาลบอก ได้ค่ะ แต่ Lancet หมด พี่ใช้เข็มฉีดยาแทนละกันนะคะ

จ๊ากกกกกส์...จ๊ากกก...จ๊ากกก (เอคโค่)

พี่คะ เอาปืนมายิงกันเถอะค่ะ

ตั้งใจไว้ว่า ถ้าไม่จำเป็น ต่อไปจะไม่สั่ง Serial Hct ผู้ป่วยเด็ดขาด

ก็ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากเลยนะ ทั้งที่มาเยี่ยม โทรมา SMSมา หรือ ฝากมาเยี่ยมก็ตาม

โดยเฉพาะ คุณโบ โบโบ้ แล้วก็ คุณไอซ์ ที่มานอนเป็นเพื่อนด้วย

อ้อ สรุปแล้ว เราไม่ได้เป็น Scrub นะเพื่อนๆ

ไม่ต้องมาขอดู Eschar แล้วนะยะ ไม่มี!
August 20

Back to school!!

พรุ่งนี้ก็ถึงเวลากลับไปขึ้น Ward อีกแล้ว

ก็ดีนะ ไม่ได้เจอเพื่อนๆตั้งนาน

คงมีเรื่องให้เม้าท์กันมากมาย

ได้ Charge ร่างกายไป2อาทิตย์เต็มๆ

อะไร อะไรก็คงจะดีขึ้นล่ะน้อ...

June 20

อาจารย์ในดวงใจ

พรุ่งนี้เราจะมีสอบลงกองวอร์ดอายุรศาสตร์ พี่ก็เลยให้กลับไปอ่านหนังสือก่อนได้
ตอนที่กำลังจ้ำกลับหออยู่ ก็เห็นคนกลุ่มนึงกำลังเข็นรถเข็นให้คนๆหนึ่งอยู่
มองๆไป เห็นอ.นาราพร อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่นั่งอยู่ในรถเข็นก็คือ อ.สุมาลี นั่นเอง
จากที่กำลังจ้ำกลับหอ ก็เลยเปลี่ยนมาเดินช้าๆตามหลังอาจารย์แทน
แล้วก็นึกย้อนไปถึงวันเก่าๆ
อาจารย์สุมาลี ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่คล่องแคล่วว่องไว
เสียงอาจารย์จะนุ่มๆ แต่หนักแน่น ดูมีอำนาจ
อาจารย์เคยพาพวกเราไปเข้าค่ายที่แม่สิริฯ
ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรมแบบเข้มข้น ตลอด 7 วัน
เป็นอะไรที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำได้
อาจารย์ก็ไปอยู่ทำกิจกรรมกับพวกเรา คุยกับพวกเราทุกเช้า กลางวัน เย็น
พอกลับมาเรียน ก็เจออาจารย์เข้ามาสอนตลอด
ไม่ว่าจะเลคเชอร์ กิจกรรมวิชาการ หรือ อบรม
ตอนนั้นก็แบบด้วยความที่ยังเด็ก ก็กลัวอาจารย์น่ะ ดุ ไม่ชอบเลยเวลาอาจารย์เข้ามาพูด
เวลาเจอนอกห้องเรียนนี่ก็ใจเต้นตึกๆๆ กลัวโดนว่า
ใครโดนอาจารย์ดุมาทีก็เป็นเรื่องเอามาเมาท์กันใหญ่
พอขึ้นชั้นคลินิก โตขึ้นมาบ้างถึงได้เข้าใจ
ที่อาจารย์สอน ที่พูดไว้ ถูกทุกอย่าง
ทั้งเรื่องการเรียน การวางตัว วิธีคิด
ก็รู้สึกว่าอาจารย์เนี่ย ทุ่มเทให้กับพวกนักเรียนมากๆเลยนะ
ลูกก็ไม่ใช่ แต่อบรมสั่งสอนแบบทุกจุด ทุกเรื่อง
เมื่อไม่กี่วันมานี้ เราเพิ่งเห็นบอร์ดที่วอร์ดตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์มาแปะไว้
เกี่ยวกับรางวัลสตรีดีเด่นประจำปี ผู้ทำประโยชน์ให้สังคม
อาจารย์ก็ได้ทั้งรางวัลผู้ทำประโยชน์ด้านสาธารณะสุข แล้วก็รางวัลสตรีดีเด่นแห่งปี
เห็นแล้วก็รู้สึกว่า โอ้โห นี่เราได้เรียนกับคนที่สุดยอดขนาดนี้ เคยได้เจอตัวจริงใกล้ๆมาแล้วด้วยนะเนี่ย
จากคนที่เคยคล่องแคล่ว เดินดูงาน เดินสายอบรมนักเรียนอย่างพวกเรา
จากหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ที่วันๆต้องเคลียร์งานมากมาย
ถึงแม้ว่าจะต้องนั่งอยู่ในรถเข็น อาจารย์ก็ยังยิ้มแย้มทักทายคนที่ไหว้อาจารย์ตลอดทาง
จนถึงตอนที่กลุ่มอาจารย์แยกไปทางตึกอดุลย์
เราก็ขอโค้งให้อาจารย์อย่างนอบน้อมที่สุด แม้ว่าอาจารย์จะไม่เห็นก็ตาม
อยากบอกอาจารย์ว่า ดีใจมากค่ะ ที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์
 
March 07

Spring is coming

Wow! It's such a long time since my last update. Finally I've got back to my space!
How is everyone going? I hope you guys are dong fine.
Now I'm in Japan, Kobe city. I have a chance to come here as an exchange student for a month and now I'm staying with the Japanese host family. Which is really great cuz I have a chance to get real close to the Japanese culture.
Now I'm learning some of their ways of life.
I think many of you must have known these from the comics.
Before meal = Itadakimasu
After meal = Kochisosama deshita
Before you leave home = Itte Kimasu (The family will answer = Itte Irasshai)
When you come back home = Tadaima (Okaeri)
And the Japanese transportation is what I have to learn right now after got lost for a couple times  
The weather here is getting cold this week
They said that this was the first sign of spring
And Sakura may bloom in 2-3 weeks
I hope that it will bloom before I get back
so that I will have a beautiful picture for you guys
Have a great summer everyone! 
September 28

Gynecology : My first Major Ward

 

ก็ได้จบลงไปแล้วนะคะ สำหรับ Major Ward แรกของดิชั้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่า 6อาทิตย์มันจะผ่านไปไวราวกับโกหกเยี่ยงนี้
ตอนแรกฟิตจัด กะจะทำตัวเป็นเด็กดี อ่านหนังสือตั้งแต่สัปดาห์ที่สาม
ไปๆมาๆ ก็มีนู่นนี่นั่นโน่นเข้ามามากมาย
รู้ตัวอีกทีนึง ตอนเหลืออีก 7 วันก่อนสอบ
โอ๊ยยยย!! อยากจะอุทานเป็นภาษาอุซเบกิสถาน
แต่ก็ยังโชคดีนะ เพราะวอร์ดนี้เป็นวอร์ดที่ได้ชื่อว่าเป็น
The Minor of Major Ward
เนื้อหาในการอ่านก็จะอยู่แค่เรื่องใต้สะดือทั้งหมด (นั่นแน่!! คุณผู้ชายทั้งหลายกรุณาอย่าคิดลึก)
ยกเว้นว่าก้อนมันจะใหญ่เกิน 16 Weeks Pregnancy size เท่านั้น (ไม่ต้องทำหน้างง เดี๋ยวก็รู้ อิอิ)
เรื่องเรียนจริงๆแล้วก็ยังไม่เท่าไหร่นะ เพราะทุกบ่าย ทุกคนก็จะได้มานั่งเรียน Lecture พร้อมกัน
บางอันเป็น Problem Base พออาจารย์ให้โจทย์ ให้แนวทางคิดมา
ที่เหลือพวกเราก็เอากลับไปทำเอง แล้วค่อยมานำเสนอทีหลัง
ส่วนตอนเช้าก็จะแล้วแต่ว่าใครอยู่ในส่วนไหน
บางคนก็ออก OPD  บางคนไป Family Planning บางคนออก OR ที่เหลืออยู่ IPD ก็จะไปดูการ PV ใหญ่
ทีนี้ก็มีเรื่องประหลาดอยู่อย่างนึง
IPD เนี่ย จะแบ่ง 2 rotates ออกเป็น 2 groups คละกัน แล้วก็ผลัดกันเรียนกลุ่มละสัปดาห์
มันก็แปลกว่า เวลาที่กลุ่มเราเรียน IPD ทีไร
ผู้ป่วยก็จะแห่กันมาซะหยั่งกะมีโปรโมชั่น นอน1คืน คืนถัดไปคิด 25สต.
วันนึงผู้ป่วยมาไม่ต่ำกว่า 8-9คน บางวันมา 13 คน คือ knock รอบไปเลย
บางคนส่งรายงานตอนเช้า ตอนบ่ายเพื่อนวิ่งมาบอกให้รับผู้ป่วยอีก
เอิร์ลถึงกับเปรยขึ้นมาว่า
"นี่มันเกิดอุปาทานหมู่ ป่วยกันทั้งหมู่บ้านหรืออย่างไร"
แต่พอเป็นอีกกลุ่มนึงรับนะ ผู้ป่วยมากันเบาบางมาก วันละไม่เกิน 4-5 คน
ไม่เข้าใจชีวิต
กลุ่มเรามีจำนวนนศพ. กะจำนวน อาจารย์เท่ากัน
ใครได้อาจารย์คนไหนก็ต้องส่งรายงานกับคนนั้นตลอดไป
ทุกคนก็ลุ้นกันมากๆว่าจะได้ส่งกับใคร
ปรากฏว่า ไมซ์ได้ส่งกับอาจารย์ที่ต้องเขียนรายงานและ Discuss เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ
ส่วนยุทธ ได้อจ.ที่ใจดีที่สุดของภาควิชานี้ไป
ไมซ์นี่ เหี่ยวไปเลยครับ เหี่ยวอย่างแรง
ส่วนยุทธนี่ก็บานอย่างแรง คืนนั้นทั้งคืน วนเวียนไปเยาะเย้ยไมซ์มิได้ขาด
ปรากฏว่ารุ่งขึ้น คนจ่ายเคสเค้าไม่อยากให้ได้อจ.ซ้ำๆ เค้าเลยสลับระหว่างไมซ์กับยุทธ
ทีนี้ยุทธนี่ หน้าเหลือ 2นิ้วเลยครับ นังไมซ์ด้วยความเป็นคนดี เลยไม่เยาะเย้ยเพื่อน แต่พูดดังๆให้ทุกคนได้ยินว่า
"วันนี้คงได้นอนเร็ว เพราะเขียนรายงานเป็นภาษาไทย"
ดูมัน แค้นฝังหุ่นจริงๆ
ตอนที่อยู่ OR ก็ตื่นตาตื่นใจดีนะ แต่เสียดายเราได้อยู่แค่ 3วันเอง
เคสที่ชอบก็ไม่พ้น Caesarian นั่นแหละ
ถึงจะได้แต่วางมือไว้ตรงจุดที่พยาบาลบอกอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว แล้วก็ได้แค่ตัดไหมตอนเย็บเท่านั้น
แต่วินาทีที่เห็นเด็กออกมานี่ มันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูกจริงๆ
ดีใจอย่างบอกไม่ถูก ดีใจแทนคุณแม่เด็กด้วย
เด็กที่เพิ่งเกิดใหม่นี่ เป็นอะไรที่ไร้เดียงสาจริงๆ เป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์มาก
เป็นอะไรที่ถ้าเราป้อนอะไรให้เค้า เค้าก็จะเติบโตมาเป็นแบบนั้น
เลยเข้าใจแล้วว่าไม่มีใครที่ไม่ดีมาตั้งแต่เกิดหรอก
สาเหตุเป็นเพราะผู้ใหญ่ และสิ่งแวดล้อมตะหาก
ทุกวันนี้ที่สังคมวุ่นวายแบบนี้ คงโทษเด็กอย่างเดียวไม่ได้ ผู้ใหญ่และสังคมนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ
เพราะงั้น เพื่อนๆ อีกหน่อยถ้ามีลูกเป็นของตัวเอง
อย่าเอาแต่ทำงานนะจ๊ะ อย่าลืมให้ความรักและความเอาใจใส่ลูกด้วยนะ อิอิ
อีกหน่อย เค้าจะได้โตขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ (เหมือนพวกเรา)
แล้วก็จะได้พัฒนาประเทศให้ดียิ่งๆขึ้นไปไง
 
 

August 15

Radiology : The major of minor wards

 
 
วันนี้ก็เป็นวันแรก ที่เราจะขึ้นสู่ Ward Major แรกในชีวิตซะที
หลังจากที่ใช้ชีวิตหลั่นล้าเต็มที่มานาน
ในที่สุด โควต้า Minor ของข้าพเจ้าก็จบลงแล้ว
ปลายปีนี้คงเป็นอะไรที่มันส์มากๆน่าดู
ดรีมบอกว่า เรากำลังจะได้พบกับ ชุดคอมโบ ที่สุดยอดยิ่งกว่าจะหาได้ตามร้าน McDonald หรือ KFC
ก็ต้องมาลุ้นกันดู
แต่ตอนนี้ยังพอมีเวลาเหลือ ก็เลยอยากจะพูดถึง วอร์ดเก่าๆซะหน่อย
เริ่มจากที่เพิ่งจะลงมาสดๆร้อนๆเนี่ยล่ะ
วอร์ดรังสีวิทยา
แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่เราต้องเรียนก็คือ รังสีวินิจฉัย กะ รังสีรักษา เรียนอย่างละ 1สัปดาห์ครึ่ง แล้วก็สอบ
เริ่มจากส่วนแรกก่อนละกัน
ก็อย่างที่จั่วหัวไว้ ว่าเป็น Major of Minor Ward เลยไม่สบายอย่าง 3 วอร์ดที่ผ่านมา
ช่วงเช้า 8 โมงถึง 11 โมง จะเป็นการ Lecture Speed ของอาจารย์
จากนั้น จนถึงกี่โมงก็ได้ ก็เป็นฟรีไทม์
อ๊ะ อ๊ะ อย่านึกว่าสบาย เพราะจะมี Films กองเท่าภูเขาเลากาให้พวกเราดู
ไม่ดูก็ไม่ได้นะ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ
16 ชีวิต ก็เลยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม เอาฟิล์มเสียบ แล้วก็พยายามเพ่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
อาจารย์เคยบอกไว้ว่า มันเป็นวิชา "อ่านจากเงา เดาเอาเอง" (3พยางค์หลังนี่เติมเอง)
เพราะฉะนั้น เราก็เลยพยายามหากันเอาเองว่า ผู้ป่วยรายนี้ มันมีความผิดปกติตรงไหนกันแน่ (ฟระเนี่ย!!)
ก็ร้องเพลงกันไป "ผิดตรงไหนก็ไม่รู้ ฮู้ ฮู"
บางทีหากันแทบตาย พอไปอ่านเฉลยบอก Normal Film
โอ๊ว อีนี่อยากจะบ้าตายวันละหลายตลบ
หรือพอไปอ่านเฉลยแล้วเค้าบอกมีความผิดปกติตรงนั้น ตรงนี้
พวกเราก็ได้แต่เชื่อไปตามที่เค้าบอกอ่ะนะ
ฟิล์มนี้บอก Tumor เราก็เชื่อ ทูเมอออออออร์ (นึกภาพอนุบาลหมีน้อย)
อีกฟิล์มบอก Stone พวกเราก็เชื่อ สโตนนนนน (เหมือนทุกคนจะจบมาจากอนุบาลเดียวกัน)
ได้แต่ร้องเพลงของพี่ตูนปลอบใจ "ยอมเข้าใจ ยอมเข้าใจ ถ้าดูต่อไปก็มีแต่เหนื่อยล้า ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจ ที่เฉลยมา
แล้วเวลาขึ้นลิฟท์จะไปดูฟิล์มนะ ก็มีอีกวิบากกรรมนึง
ลิฟท์ใหญ่ แต่จุคนได้มากบ้าง น้อยบ้าง ตามอารมณ์ลิฟท์มัน
มีอยู่ตอนนึง เข้ากันไปได้เกือบทั้งกลุ่มแล้ว สุดท้าย ไมค์ หยา ใหม่ เข้ามา ลิฟท์เลยออด
หยากับใหม่เลยเสียสละให้เพื่อนๆไปก่อน
ไมซ์ยังคงยืนงงๆอยู่ เลยโดนแซวว่า ไมซ์ ทำให้ผู้หญิง 2 คนต้องยืนร้องเพลงอยู่ข้างล่างว่า "เปลี่ยนกันมั้ย ให้เธอเป็นคนถูกทิ้ง"
เพราะถ้าไมซ์เป็นคนเสียสละออก หยากับใหม่ต้องเข้ามาได้แน่นอน อิอิ ล้อเล่นๆนะไมซ์
ตอนนี้ต้องไปเรียนก่อนแล้วล่ะ แล้วจะมาต่อใหม่นะจ๊ะ
 
August 05

เลือกทาน ตามกรุ๊ปเลือด

วันนี้อ่านไปเจอคอลัมน์น่าสนใจในหนังสือพิมพ์เลยเอามาฝากเพื่อนๆ
ก็เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อทุกคน เพราะไหนๆก็ชอบหม่ำกันเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว อิอิ
ก็หม่ำให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยละกัน
 
A Group
   หัวอนุรักษ์ ช่างคิด อดทน ตรงต่อเวลา Perfectionism(อ้าว! OCD Trait นี่นา อิอิ ใครไม่เข้าใจถามคนผ่านจิตเวชแล้วดูละกันนะจ๊ะ) และรักต้นไม้ มีข้อเสียตรงที่เป็นคนดื้อ เครียดง่าย และหมกมุ่น (OC กันเห็นๆ) ชาวญี่ปุ่นและเยอรมันซึ่งมีวินัยสูงเป็นคนเลือดกรุ๊ปนี้เป็นส่วนใหญ่
   คนดังเลือดกรุ๊ป A George W Bush, O.J. Simpson, Britney Spears, Adolf Hitler and Richard Nickson
   อาหารถูกโฉลก คนกรุ๊ปเลือดนี้จะย่อยเนื้อสัตว์ได้ไม่ดี จึงเหมาะกับการทานผักผลไม้ ธัญพืช และปลานะจ๊ะ
 
B Group
   มีความคิดสร้างสรรค์ มองโลกแง่ดี ยืดหยุ่นง่าย เป็นตัวของตัวเอง และรักสัตว์ เสียตรงที่ขี้หลงขี้ลืม และเอาแต่ใจตนเอง
   คนดังเลือดกรุ๊ป B Leonardo Dicarprio, Paul McKartney, Luciano Pavarotti and Jack Nicoleson
   อาหารถูกโฉลก ทานอาหารได้หลากหลาย เพราะมีระบบย่อยอาหารที่สมดุล ทั้งผัก อาหารประเภทนม เนย และเนื้อสัตว์ ยกเว้นเนื้อไก่ ถึงแม้จะย่อยเนื้อสัตว์ได้ดี แต่ก็ไม่ดีเท่าคนกรุ๊ป O จึงแนะนำให้ทานเนื้อปลาและอาหารทะเลมากๆ เพราะอุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 มีประโยชน์ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานปกติ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในสมองตีบตัน และยังจำเป็นต่อการพัฒนาสมองและตาอีกด้วย
 
AB Group
   มีเหตุผล คุมอารมณ์ได้ดี เข้าสังคมเก่ง มีเพื่อนมาก และหัวศิลป์ ข้อด้อยคือ ช่วงวิพากษ์วิจารณ์ ให้อภัยคนยาก และลังเล
   คนดังเลือดกรุ๊ป AB John F Kenedy, Marilyn Monro, Mick Jacker and Thomas Adison
   อาหารถูกโฉลก คนกรุ๊ปเลือดมีจุดอ่อนที่ระบบการย่อยอาหาร มักมีกรดมากในลำไส้ใหญ่ จึงควรทานเนื้อสัตว์น้อยๆ และไม่บ่อยนัก อีกอย่างแนะนำให้ทานโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยวเป็นประจำ เพื่อช่วยปรับสมดุล
 
O Group
   ทะเยอทะยาน คล่องแคล่ว เข้มแข็ง มั่นใจในตัวเอง และมีความเป็นผู้นำสูง ข้อเสียคือ หยิ่งยโส ใจแข็ง และความรู้สึกช้า ตามสถิติบ่งชี้ว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่เป็นคนกรุ๊ปนี้
   คนดังเลือดกรุ๊ป O Queen Elizabeth the second, Ronald Reygand, John Lennon, Paul Newman, Elvis Presley and Al Kapone
   อาหารถูกโฉลก เป็นกลุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงเหมาะกับการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก และเนื่องจากคนเลือดกรุ๊ปนี้มีกรดในกระเพาะสูง จึงสามารถย่อยโปรตีนเนื้อสัตว์ได้ดี เหมาะกับการทานเนื้อสัตว์ทุกประเภท แต่ไม่ค่อยถูกกับพวกนม เนย ถั่ว แป้งสาลีเท่าไหร่นัก
 
จบทั้ง 4 กรุ๊ปเลือดแล้วเพื่อนๆ รู้สึกว่าตรงบ้างมั้ยเอ่ย
อันนี้ก็เป็นแนวทางเฉยๆ ไม่ต้องถึงกับต้องเอาทำจริงจังนะจ๊ะ
 

 

June 28

Vietnam : Halong Bay, Gui Lhin of Vietnam

ที่ที่เราจะแนะนำให้รู้จักในวันนี้

ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก โดย UNESCO

ความสวยงามของที่นี่ทำให้ได้รับสมญานามว่าเป็น

กุ้ยหลินแห่งเวียดนาม

ที่นี่ก็คือ อ่าวฮาลอง หรือ Halong Bay นั่นเอง

 

         ถึงจะห่างจากฮานอยแค่ 120 กม. แต่ก็ใช้เวลาเดินทางด้วยรถตู้ถึง 4 ชม.เลยทีเดียว ถ้าเป็นบ้านเราก็คงแค่ ชม.นิดๆ เท่านั้น ก็ด้วยกฎหมายห้ามขับรถเกิน 60 กม./ชม.ของเค้านั่นแหละ หลังจากที่นอนจนไม่รู้จะนอนยังงัย และแวะจุดพักหลายครั้ง ในที่สุดก็ถึงอ่าวฮาลองตอนเที่ยงนิดๆ (ออกจากฮานอย 7โมงครึ่งนะ) แวะหม่ำเติมพลังอย่างรวดเร็วเพราะเรือจะออกตอนบ่าย ทุกคนก็กินกันได้รวดเร็วประหนึ่งนศพ.ยามเรียน Gross เสร็จตอน เที่ยง 45 แล้วมีเรียน Biochem ต่อตอนบ่ายยังงัยยังงั้น

 

            พาหนะอย่างเดียวที่จะพาเราเที่ยวที่นี่ได้ คือเรือ เพราะที่นี่เป็นทะเลทางตอนเหนือของเวียดนามที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะมากมากกว่า 100 เกาะ แต่ละเกาะก็จะมีถ้ำหินสวยงามให้เข้าไปชม เรือที่เห็นในภาพสวยใช่มั้ยล่า แต่ไม่ใช่เรือที่เรานั่งหรอก แหะๆ เพราะลำนี้สำหรับคนที่จะนอนค้างคืนบนเรือเท่านั้น ส่วนไปเช้าเย็นกลับแบบเรา ก็จะมีเรือเฉพาะ เป็นเรือใหญ่พอประมาณ มีชั้นเดียวแล้วก็มีดาดฟ้า ให้ได้นั่งรับลม ชมวิวเล่นๆกัน ทะเลที่นี่ลมเย็นสบายมากเลยนะ ใน Guidebook ที่บอกเรื่อง "10 สิ่งที่ต้องลองเมื่อไปเวียดนาม" ยังบอกให้เราควร "งีบหลับไปบนดาดฟ้าเรือ ที่อ่าวฮาลอง" เลย

 

 ลมพัดเย็นจริงๆ ไม่เชื่อดูผมสิ  

 

          เรือไปจอดให้เราแวะชมถ้ำหินตามเกาะ โดยเค้าจะแบ่งเกาะเป็น กลุ่มๆ แล้วก็ให้เราเลือกเป็นโปรแกรมทัวร์เลย ว่าจะชมเกาะกี่กลุ่ม พวกเรามีเวลาน้อย เพราะต้องกลับไปขึ้นรถไฟให้ทันตอน เกือบ 4 ทุ่ม เลยเที่ยวได้แค่ กลุ่มเดียว มี 2 ถ้ำให้ชม แต่แค่นี้เราก็ว่าสวยมากแล้วล่ะ

 

          ภายในก็เป็นถ้ำหินงอกหินย้อยคล้ายๆบ้านเรา แต่ว่ากว้างกว่ามาก แล้วก็ขนาดของหินก็ใหญ่โตกว่ามาก เพราะถ้ำที่นี่มีอายุเก่าแก่มากๆเป็นหลายพันปีเลยมั้ง แถมพี่เวียดแกมีการแบบ เอาสปอร์ตไลท์ไปตั้งไว้ตามจุดต่างๆงี้ โอ้วว้าว ช่างเร้าใจจริงๆ มองไปมันก็สวยดีหรอกนะ แต่เล่นสีซะดูไม่ค่อยธรรมชาติเลย นี่ก็เป็นข้อเสียอย่างเดียวของที่นี่แหละ บางตำแหน่งก็มีการเอาน้ำพุไปวางไว้ ให้น้ำมันพุ่งขึ้นมาดูสวยง๊าม สวยงาม แต่นะ ธรรมชาติมากๆเลยพี่ น้ำพุแบบพุ่งขึ้นมาเป็นวงเลย เห็นท่อปล่อยน้ำด้วย เฮ้อนะ แต่เราก็ขำๆแหละ แหม น่าจะทำเป็นมีน้ำไหลเอื่อยๆเหมือนตาน้ำผุดขึ้นมา เรียบๆง่ายๆ น่าจะดีกว่านะ แต่ก็เอาเหอะ ขำๆดี

 

 

           บนเพดานถ้ำก็จะมีหินงอกลงมาแล้ว ก็ยังมีเหมือนรูเว้าๆแหว่งๆด้วย แล้วมันก็มีอยู่ตรงนึง มองไป ดั๊น! เหมือน Base of Skull มากๆ โหย เห็น Foramen Magnum ชัดเจน มีส่วนแบ่งเป็น Anterior middle posterior สวยงามมากๆ พยายามจะถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆดูแล้วนะ แต่เพดานมันสูงมาก แฟลชเลยไปไม่ถึงง่ะ อดเลย

 

 

          พอชมถ้ำเสร็จ ทางเดินออกก็จะมีของขายเยอะแยะ ได้ของที่ระลึกติดมือกันมาคนละนิดคนละหน่อย เสร็จแล้วเค้าก็จะพาเราล่องเรือไปตามหมู่เกาะต่างๆ ทุกคนก็นอนชมวิวกันอยู่บนดาดฟ้า สวยมากเลยนะเวลาที่เรือเลาะไปตามซอกระหว่างเกาะน่ะ พออากาศเย็นๆได้ที่ เราก็เลยได้โอกาสทำตาม Guidebook แนะนำซะเลย สบายกว่ากลับในห้องเลคเชอร์ตั้งเยอะแน่ะ วนเรือประมาณครึ่งชม.ก็กลับฝั่ง แล้วก็นั่งรถกลับฮานอย เพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อไปเว้(Hue) ทันที ก็จบเรื่องของอ่าวฮาลองเท่านี้ แล้วไว้จะมาเล่าถึงที่อื่นให้อ่านกันอีกนะเพื่อนๆ 

 

June 05

Vietnam : Hanoi

 
My Trip to Vietnam
 
ยะโฮ่~!! หวัดดีจ้าเพื่อนๆ ไม่ได้อัพ space มาตั้งนานแน่ะ มัวแต่ยุ่งๆตั้งกะเปิดเทอม
ไหนจะย้ายหอ ไหนจะเรียน ICM
แล้วตอนนี้ก็ขึ้นวอร์ดแล้วก็เลยว่าง แบบว่าขึ้น Preventive Medicine หนิเนาะ โฮะๆๆ
(Ward Major ทั้งหลายกรุณาอย่าค้อนค่ะ อิอิอิ)
เลยขอโอกาสมาอัพ space ซะเลย
        
เมื่อวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา เราก็มีโอกาสได้ไปเที่ยว เวียดนาม มาล่ะ
ช่วงนี้คนก็ไปเที่ยวที่นี่เยอะเลย เพราะเวียดนามพึ่งเปิดประเทศเมื่อไม่นานมานี้เอง
เนื่องจากเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ และยังวุ่นวายกับการเกิดสงครามภายในขึ้นบ่อยๆ
ครั้งนี้เราก็ได้เก็บภาพสวยๆแล้วก็เรื่องราวต่างๆมาฝากเพื่อนๆด้วยนะ
ลองอ่านกันดูละกัน
 
Hanoi
    เมืองหลวงของอดีตเวียดนามเหนือ มีย่านการค้าเก่าแก่ชื่อ Old Quarter ก็จะคล้ายๆเยาวราชของไทยเรา โรงแรมส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในนี้ ของขายที่นี่ก็ไม่ค่อยแตกต่างจากของไทยเท่าไหร่ แต่ก็เดินเล่นได้เพลินๆดี แต่เวลาเดินนี่ต้องระวังมอเตอร์ไซค์มากๆเลยนะ เยอะจริงๆ แล้วบีบแตรกันตลอดเวลาจนไม่รู้ว่าบีบใครกันแน่เนี่ย ตอนกลับมาเมืองไทยนะ รู้สึกว่าหูโล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลยล่ะ
 
 

    กลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ย่าน Old Quarter ถ้าจะข้ามถนนที่นี่นะ อย่ารอรถหยุด เพราะจะไม่ได้ข้ามหรอก มอเตอร์ไซค์ที่นี่เค้ามีความสามารถพิเศษสามารถหลบหลีกได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ข้ามถนนไปเลย เดี๋ยวเค้าจะหลบให้เอง
 
 

 
 ไปเนียนเป็นแม่ค้าเวียดนาม ฮ่าฮ่าฮ่า "รับกล้วย สัปปะรดเพิ่มมั้ยคะ? หมื่นห้าพัน(ด่อง) เท่านั้นค่า..."
 
ที่ฮานอยก็จะมีสถานที่สำคัญๆมากมาย อย่างเช่น
   วัดจอหงวน เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม เป็นวัดที่เต็มไปด้วยโบราณสถาน และโบราณอันทรงคุณค่ามากมาย มีเต่าหินสลัก ที่มีชื่อของจอหงวนสลักเอาไว้ เต่าเป็นสัญลักษณ์ของความฉลาด ความมีคุณภาพของที่นี่ เพราะแทนถึงความช้าแต่ยั่งยืน เราเห็นคนที่นี่เค้าเอามือลูบหัวเต่า ก็เลยเอามั่ง คงจะเป็นเคล็ดให้ฉลาดขึ้นละมั้ง สาธุ!
 
 
 
 
  ทะเลสาบคืนดาบ มีตำนานเล่าว่า กษัตริย์แห่งเวียดนามเอาดาบที่เทพเจ้าส่งมาให้เพื่อสู้กับอาณาจักรอื่นจนรบชนะทั้งหมด มาคืนที่ทะเลสาบนี้ โดยมีเต่ายักษ์ขึ้นมารับ กลางทะเลสาบจึงสร้างขึ้นเป็นวัด แล้วก็มีเต่ายักษ์ที่เค้าจับได้ภายหลัง สต๊าฟไว้ ตัวใหญ่จริงๆนะ มีสะพานรุ่งอรุณ สีแดงสวย เชื่อมไปที่วัดกลางทะเลสาบนี้
 
 
 
  สุสานโฮจิมินห์ วันที่เรามาที่นี่ พอดีมีประชุมทางการเมืองพอดี เค้าห้ามเข้าเลยเด็ดขาด กะว่าจะวิ่งๆไปแอบถ่ายแว้บๆ พี่แกเล่นเป่านกหวีดซะเสียงดังอีกเลย โอ๊ย!! ทั้งคนถ่าย ทั้งตากล้อง เผ่นแทบไม่ทัน เสียดายมากๆเลย ได้ถ่ายมาแค่รอบนอกนิดหน่อย ก็ยังดีอ่ะนะ
 
 
หน้าพิพิธภัณฑ์โฮ จิ มินห์ ปิดเหมือนกัน เฮ้อ! วัยรุ่นเซ็ง
 
 
 
 
สุสานโฮ จิ มินห์ สวยเนอะ
 
 
  โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ ก็คล้ายๆกับหุ่นกระบอกของบ้านเราแหละ แต่พิเศษกว่าตรงที่ว่า แสดงกันในบ่อน้ำ แล้วก็จะบอกเล่าถึงเรื่องราวความเป็นอยู่ของชาวเวียดนาม ความเชื่อและวัฒนธรรมต่างๆ อย่างเรื่องคืนดาบ ก็มีอยู่ในการแสดงด้วย 
 
 

 
 
 

 
แสดงประกอบกับดนตรีพื้นเมือง เพราะมากๆเลย แต่แอบมีเครื่องดนตรีจากหลายๆชาติผสมกันอยู่ อย่าง ซอ ขลุ่ย กู่เจิ้ง แต่ชิ้นที่เราชอบมากที่สุด จะเป็นเครื่องดนตรีที่มีสายเดียวผูกไว้กับแท่งไม้ที่ตั้งอยู่ เวลาทำให้มีเสียงต่างๆก็ใช้บิดไม้ไปข้างหน้าข้างหลัง รู้สึกว่ามันดูเรียบง่ายแต่เล่นออกมาเป็นเพลงได้ คนโบราณนี่เก่งจังเนอะ
 
 
 
 
  ร้านไอติม Kem Trang Tien ก็คงจะเปรียบได้เหมือนกับโรตีบอยบ้านเราสมัยที่มาเปิดใหม่ๆน่ะแหละ เพียงแต่ที่นี่เค้าไม่ยอมต่อเป็นแถว ก็เลยกลายเป็นเวียดนามมุงขนาดย่อมๆไปเพราะไอติมเค้าขายดีมาก เราเห็นก็แบบ เออ คนกินเยอะขนาดนี้ คงอร่อยมากๆ ไม่กินไม่ได้แล้ว ว่าแล้วกลุ่มทัวร์เราก็เลยส่งแนวหน้า ซึ่งเป็นวัยรุ่น แค่ 2คนเข้าไปร่วมมุงกับเค้าด้วย กว่าจะได้ไปติมมาเนี่ย เลือดตาแทบกระเด็น ใครไม่รู้นึกว่าแจกฟรีนะเนี่ย ได้มาก็ดีใจกันสุดๆแจกจ่ายกันชิมทันที พอกินเข้าไปคำนึง อื้อหือ! มันขายดีได้งัยเนี่ย มันแปลกๆอ่ะ ก็เอาเหอะนะ ถือว่าลองของแปลกก็แล้วกัน
 
วันนี้ก็มีเท่านี้ล่ะจ้า หวังว่าคงจะชอบกันนะ
คราวหน้าจะมาเล่าถึงเมืองอื่นๆที่น่าสนใจอีก
อย่าลืมติดตามอ่านกันนะจ๊ะ 
 

April 06

ฤาหญิง...จะต้องพ่าย ให้แก่ชายเสียแล้ว...

 

จริงๆแล้วทุกคนก็คงสังเกตเห็นเหมือนเราว่าผู้หญิงเดี๋ยวนี้ สวยขึ้นๆทุกวัน

เพราะว่ารู้จักดูแลตัวเองมากขึ้น ให้สิ่งดีๆกับตัวเองมากขึ้น ใช้ของดีๆ
แล้วถ้าผู้ชาย จะทำบ้างล่ะ...
ตามหลักชีววิทยาแล้ว สิ่งมีชีวิตตัวผู้ จะสวยงามกว่า สิ่งมีชีวิตตัวเมียเสมอ
อย่างนกยูง เป็ดแมนดาริน แมลงต่างๆ
ตัวผู้ จะมีสีสันสวยงามกว่าตัวเมียสิ่งมีสีออกพื้นๆเสมอ
ก็เอาล่ะสิครับท่าน!!
จริงๆเราก็สงสัยมานานแล้วนะ ว่าทำไมคนถึงเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เพศเมียสวยกว่า
ทุกวันนี้เริ่มรู้สึกว่า เราเข้าใจผิดอ๊ะป่าวเนี่ย!? 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Takky หน้าสวยมั่กๆ จนผู้หญิงหลายๆคนต้อง  (รวมทั้งเราด้วย)

 

 

เคยคุยกับรศ.นพ.ดร.โอ๊ะ โยะ โหย (เป็นเพื่อนกับดช.ดร.นพ.อ.ก.ม. รึป่าวหนอ?)

เรื่องที่ผู้ชายกินฮอร์โมนผู้หญิง(ยาคุมน่ะ) นอกจากหน้าอกจะขึ้นแล้ว

ผิวพรรณยังจะดีขึ้น ผ่องขึ้น และโครงหน้าก็จะดูเป็นผู้หญิงขึ้นด้วยนะ

เรา : โอ้ว! ว้าว! แล้วถ้าผู้หญิงกินล่ะ

รศ.นพ.ดร.อ.ย.ห. : ก็ไม่ท้องงัย

เรา : ...แค่เนี้ยนะ...

รศ.นพ.ดร.อ.ย.ห. : เออ ก็แค่นั้นเด่ะ

 

เฮ้อ...ใยฟ้าไม่ยุติธรรม สวรรค์ไม่มีตาเยี่ยงนี้

 

 

 

แต่กระนั้น ความหวังก็ยังไม่หมดไปจากมวลมนุษยชาติ (เพศหญิง)ทั้งหลาย

เมื่อเราได้เห็นโฆษณาชิ้นต่อไปนี้...

 

 

 

 

รูปนี้ยังโอเค พอทำใจได้ 

 

 

 

 

 รูปนี้ เอ๊ะ ! เริ่มชักยังงัย

 

 

 

 

เหวอออ!!! อะไรกันเนี่ย ตัดต่อรึป่าววววว!!?

วอนบิน มีรึ จะมาทำเยี่ยงนี้

แต่ถ้าทำจริงก็... 

 

สรุป สรุป สรุปนะคะ...สวยไม่สวย ขึ้นอยู่กะแต่ละคนนะจ๊า ใครพยายามมากหน่อยก็สวยมากหน่อย ใครไม่พยายามก็คงสวยขึ้นมาไม่ได้

ก็ขอให้ทุกคนพยายามเข้านะคะ แต่ถ้างัยก็แอบดูแนวทางหน่อยนะ

ถ้าแต่งแล้วไม่รอด (แบบพี่วอนบิน) ก็ออกแนวอื่นที่เป็นตัวของตัวเองไปดีกว่าเนาะ

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เมื่อพยายามทำให้ตัวเองสวยขึ้นแล้ว

ก็อย่าลืมทำจิตใจให้สวยงามขึ้นด้วยนะ

จะได้เป็นคนที่สวย ทั้งจากภายนอกและภายใน

อย่างนี้แหละ ถึงจะเรียกว่า "สวยไม่แพ้ใคร"